อาการโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย

โรคหัวใจขาดเลือด หมายถึงอะไร?

โรคหัวใจขาดเลือด (Ischemic Heart Disease, IHD) หรือ โรคหลอดเลือดโคโรนารี (Coronary Artery Disease , CAD) หมายถึง ภาวะที่หลอดเลือดแดง (Coronary Artery) ที่เลี้ยงหัวใจตีบหรือตัน ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือทำให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย ผู้ป่วยจะมีอาการ เจ็บหน้าอกและอาจมีภาวะหัวใจวาย หรือเสียชีวิตได้

สาเหตุการตีบตันของหลอดเลือดหัวใจ

หัวใจขาดเลือดเกิดจากการตีบตันของหลอดเลือดแดงใหญ่โคโรนารี (Coronary Artery) เนื่องจากมีการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดตามวัย มีไขมันและหินปูนเกาะที่ผนังชั้นในของหลอดเลือดแดง ทำให้หลอดเลือดแข็งตัวและหนาขึ้น ไม่ยืดหยุ่น ส่งผลให้หลอดเลือดเกิดการตีบแคบ หรือตัน เลือดจึงไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจไม่เพียงพอ ทำให้หัวใจขาดเลือดหรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย

อาการของหัวใจขาดเลือด

อาการสำคัญของหัวใจขาดเลือด คือ อาการเจ็บหน้าอก (Angina Pectoris) ซึ่งมี 2 ลักษณะ คือ เจ็บหน้าอกแบบคงที่ และเจ็บหน้าอกเฉียบพลัน หรือไม่คงที่

เจ็บหน้าอกแบบคงที่ (Stable Angina) เป็นอาการเจ็บหน้าอกเมื่อมีการออกแรงมากๆเช่น เดินขึ้นสะพานลอย ขณะวิ่ง หรือเจ็บหน้าอกเมื่อมีอาการโกรธ เครียด แต่อาการจะทุเลาลงถ้าหยุดพักจากการออกแรงในกิจกรรมนั้นๆ หรือคลายจากอารมณ์ โกรธ เครียด จะมีอาการประมาณ 3 – 5 นาที นานที่สุดไม่เกิน 20 นาที
ลักษณะการเจ็บหน้าอกจะเจ็บแน่นๆ เหมือนมีของหนักมาทับกลางหน้าอก และอาจเจ็บร้าวไปที่ขากรรไกรหรือแขนซ้าย อาจมีอาการร่วมอย่างอื่น เช่น ใจสั่น เหนื่อยหอบ เวียนศีรษะ คลื่นไส้
สาเหตุของการเจ็บ เนื่องจากขณะออกแรงหรือมีอารมณ์โกรธ เครียด หัวใจต้องการเลือดและออกซิเจนเพิ่มขึ้น ในขณะที่หลอดเลือดหัวใจตีบตัน จึงส่งเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อได้ไม่เพียงพอ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ขาดออกซิเจน และเมื่อพักหรือ ผ่อนคลายจากอารมณ์โกรธแล้วอาการเจ็บหน้าอกจะหายไป เนื่องจากกล้ามเนื้อหัวใจยังไม่ตาย

เจ็บหน้าอกเฉียบพลันหรือแบบไม่คงที่ (Unstable Angina) เป็นอาการเจ็บหน้าอกที่ไม่สัมพันธ์กับการออกแรง เจ็บได้ในขณะพัก เจ็บนานเกิน 20 นาที ซึ่งมักมีภาวะช็อกและหัวใจวาย มีกล้ามเนื้อหัวใจตายบางส่วน (Myocardial Infarction) สาเหตุมาจากหลอดเลือดหัวใจอุดตัน และอาจมีอาการร่วมอื่นๆ ได้แก่ ใจสั่น วิงเวียน ศีรษะ หน้ามืด จากการที่เลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ อาการคลื่นไส้ อาเจียน อาการของภาวะหัวใจวาย ได้แก่ เหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้ หรือมีภาวะช็อก เหงื่อออก ตัวเย็น หมดสติ หรือเสียชีวิต

ปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือด

  • มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น เป็นการเสื่อมสภาพของหลอดเลือดตามวัย เริ่มพบในผู้ชายเกินอายุ 45 ปี และผู้หญิงอายุเกิน 50 ปี
  • บุคคลที่มีอาชีพนั่งทำงานที่โต๊ะ มีการขยับร่างกายน้อย
  • ขาดการออกกำลังกาย ทำให้มีไขมันเกาะในผนังหลอดเลือดสูง หลอดเลือดเสื่อมสภาพ
  • ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ทำให้หลอดเลือดเสื่อมสภาพได้ง่ายกว่าคนปกติทั่วไป ได้แก่ โรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคอ้วน
  • การสูบบุหรี่จัด
  • มีประวัติบุคคลในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ

แพทย์จะตรวจวินิจฉัยอย่างไรบ้าง

  • สอบถามอาการเบื้องต้น เกี่ยวกับอาการเจ็บหน้าอกบริเวณที่เจ็บ ระยะเวลาที่เจ็บและอาการเจ็บร้าว สอบถามโรคประจำตัว จับชีพจร วัดความดันโลหิต การฟังเสียงหัวใจ
  • การตรวจเลือดช่วยวินิจฉัยระดับความรุนแรงของภาวะหัวใจขาดเลือดและเพื่อหาปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือด เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือด
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiography , ECG) สามารถบอกจังหวะการเต้นของหัวใจ บอกโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย กรณีที่พบคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ หมายถึงโรคหัวใจรุนแรง แต่หากพบว่าคลื่นไฟฟ้าหัวใจปกติ ก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะไม่มีความผิดปกติของหัวใจ อาจต้องอาศัยการตรวจวิธีอื่นๆประกอบ
  • การตรวจสมรรถภาพหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test) เป็นการตรวจขณะออกกำลังกายโดยการเดินสายพานหรือวิ่ง ซึ่งเป็นช่วงที่หัวใจต้องการเลือดหรือออกซิเจนมากขึ้น หากมีหลอดเลือดหัวใจตีบ จะเกิดอาการแน่นอกหรือคลื่นไฟฟ้าหัวใจเปลี่ยนแปลง เพราะเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอ
  • การฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Angiography) โดยการใส่สายสวนผ่านหลอดเลือดแดงที่ขาหนีบ หรือ ข้อพับแขน หรือข้อมือ ใส่สายสวนไปจนถึง รูเปิดของหลอดเลือดโคโรนารี ฉีดสารทึบรังสี และเอกซเรย์ดูหลอดเลือดว่าตีบแคบ มากน้อยเพียงได้
  • การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนของหัวใจ (Echocardiography) สามารถดูโครงสร้างของหัวใจ และการทำงานของหัวใจได้

การรักษา

การเลือกวิธีการรักษาแพทย์จะพิจารณาจากอาการความรุนแรงของโรค พยาธิสภาพของหัวใจ อายุ และโรคร่วมอื่นๆประกอบการพิจารณา วิธีการรักษา ได้แก่

  • รักษาด้วยยา
  • การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน (Percutaneous Transluminal Coronary Angioplasty , PTCA)
  • การผ่าตัดบายพาสของหลอดเลือดหัวใจ (Coronary Artery Bypass Grafting , CABG)

การรักษาหัวใจขาดเลือดด้วยยา

เป็นการรักษาเพื่อบรรเทาอาการ เช่น การใช้ยาละลายลิ่มเลือด เพื่อเปิดหลอดเลือดที่อุดตัน ยาขยายหลอดเลือด เช่น ไนโตรกลีเซอรีน บรรเทาอาการเจ็บหน้าอก หากมีภาวะหัวใจล้มเหลว ได้แก่ อาการเหนื่อยหอบ นอนราบไม่ได้ มีอาการบวม จะให้ยาขับปัสสาวะ ให้ออกซิเจน เป็นต้น และการใช้ยาเพื่อรักษาควบคุมโรคประจำตัวต่างๆของผู้ป่วย เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น

การปฏิบัติตัวของผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดขณะรักษาด้วยยา

  • ควรพกยาอมใต้ลิ้น (ตามที่แพทย์สั่ง) ติดตัวสำหรับใช้เมื่อมีอาการเจ็บหน้าอก
  • หากเจ็บหน้าอก อมยาแล้วไม่ทุเลาลง เจ็บนานเกิน 5 นาที เจ็บในขณะพัก เจ็บมากกว่าเดิม จนเหงื่อออก หายใจหอบ ควรให้ญาติรีบพาไปพบแพทย์
  • การรับประทานยารักษาโรคประจำตัวอื่นๆ ควรรับประทานสม่ำเสมอตามที่แพทย์กำหนด ไม่ควรปรับขนาดยาเอง ไม่ควรซื้อยารับประทานเอง
  • การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่างๆ เช่น การรับประทานอาหารควรงดอาหารไขมันสูง งดเค็ม งดอาหารหวานจัด ควรควบคุมน้ำหนัก ควรออกกำลังกายสม่ำเสมอ ไม่หักโหม คลายเครียด งดบุหรี่ ชา กาแฟ แอลกอฮอล์
  • พบแพทย์ตามนัด

การขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูน (Percutaneous Transluminal Coronary Angioplasty, PTCA)

เป็นการขยายหลอดเลือดหัวใจที่ตีบตัน เพื่อเปิดหลอดเลือดให้เลือดไหลผ่านไปเลี้ยงหัวใจได้สะดวกมากขึ้น ด้วยการใช้อุปกรณ์พิเศษ คือ บอลลูนขนาดเล็ก หรือ ใช้ขดลวดค้ำยัน (Stent) ร่วมด้วยโดยไม่ต้องผ่าตัด

ปัจจัยในการพิจารณาขึ้นอยู่กับขนาดของหลอดเลือด ตำแหน่งของหลอดเลือด เช่น หลอดเลือดเล็กมากและขดเคี้ยวมาก จะทำให้การรักษาไม่ได้ผล มีโอกาสตีบตัน ซ้ำง่าย ข้อบ่งชี้ของการรักษาด้วยวิธีนี้ (PTCA) คือมีการตีบตันที่รุนแรง และมีอาการเจ็บหน้าอกที่รักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล

ขั้นตอนของ PTCA เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์จะทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่จะใส่สายสวน เช่น บริเวณขาหนีบ หรือ ข้อพับ หรือ ข้อมือ จากนั้นแพทย์จะฉีดยาชาเฉพาะที่ แล้วสอดสานสวนขนาดเล็กผ่านผิวหนังไปยังหลอดเลือด ปลายสายสวนจะมีบอลลูนที่ยังแฟบอยู่ และเมื่อสายสวนไปถึงตำแหน่งของหลอดเลือดหัวใจที่ตีบหรืออุดตัน แพทย์จะทำการปล่อยให้บอลลูนพองออก เพื่อดันไขมันหรือหินปูนที่อุดตัน เบียดชิดผนังหลอดเลือดส่งผลให้ทางเดินของเลือดขยายกว้างขึ้น เลือดไหลผ่านไปเลี้ยงหัวใจได้สะดวกขึ้น และมักจะใส่ขดลวดค้ำยัน (Stent) คาไว้ที่หลอดเลือดบริเวณนั้น เพื่อป้องกันการตีบซ้ำของหลอดเลือด ใช้เวลาการทำประมาณ 1 – 2 ชั่วโมง

ในระหว่างทำแพทย์สามารถเห็นตำแหน่งของหลอดเลือดที่ตีบและความรุนแรงของการตีบตัน โดยการฉีดสารทึบรึงสี และเอกซเรย์

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม http://www.phyathai.com/medicalarticledetail/1/4/899/th

หัวใจขาดเลือด

 

Advertisements